เอเรโมส · Eremos Thai Bible

เอเสเคียล · Ezekiel

บทที่ 33

1พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาถึงข้าพเจ้าว่า 2“บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงกล่าวแก่ชนชาติของเจ้าว่า สมมุติว่าเรานำดาบมาเหนือแผ่นดินหนึ่ง และประชาชนของแผ่นดินนั้นเลือกชายคนหนึ่งจากท่ามกลางพวกเขา ตั้งให้เป็นผู้เฝ้ายามของพวกเขา 3เมื่อเขาเห็นดาบกำลังมาเหนือแผ่นดินนั้น เขาก็เป่าแตรเขาสัตว์เพื่อเตือนประชาชน 4ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงแตรแต่ไม่ยอมรับคำเตือน และดาบนั้นมาคร่าเขาไป โลหิตของเขาก็ตกบนศีรษะของเขาเอง 5เขาได้ยินเสียงแตรแต่ไม่ยอมรับคำเตือน โลหิตของเขาจึงตกบนตัวเขาเอง ถ้าเขายอมรับคำเตือน เขาก็คงช่วยชีวิตของตนให้รอดได้ 6แต่ถ้าผู้เฝ้ายามเห็นดาบกำลังมา แต่ไม่เป่าแตรเตือน และประชาชนไม่ได้รับคำเตือน และดาบนั้นมาคร่าชีวิตคนหนึ่งไป คนนั้นก็ถูกคร่าไปในความผิดบาปของตน แต่เราจะเรียกร้องโลหิตของเขาจากมือของผู้เฝ้ายาม 7ส่วนเจ้า บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย เราได้ตั้งเจ้าให้เป็นผู้เฝ้ายามสำหรับพงศ์พันธุ์อิสราเอล ฉะนั้นเมื่อเจ้าได้ยินถ้อยคำจากปากของเรา จงเตือนพวกเขาแทนเรา 8เมื่อเรากล่าวแก่คนชั่วว่า ‘คนชั่วเอ๋ย เจ้าจะต้องตายแน่’ แต่เจ้าไม่พูดเตือนคนชั่วให้ละจากทางของเขา คนชั่วนั้นจะตายในความผิดบาปของตน แต่เราจะเรียกร้องโลหิตของเขาจากมือของเจ้า 9แต่ถ้าเจ้าเตือนคนชั่วให้หันจากทางของเขา และเขาไม่ยอมหันจากทางนั้น เขาก็จะตายในความผิดบาปของตน ส่วนเจ้าจะช่วยชีวิตของเจ้าให้รอด 10ส่วนเจ้า บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงกล่าวแก่พงศ์พันธุ์อิสราเอลว่า พวกเจ้าพูดกันว่า ‘การละเมิดและบาปของเราอยู่บนตัวเรา เรากำลังทรุดโทรมไปเพราะมัน แล้วเราจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร’ 11จงกล่าวแก่พวกเขาว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า เรามีชีวิตอยู่แน่ฉันใด เราไม่พอใจในความตายของคนชั่ว แต่พอใจที่คนชั่วจะหันจากทางของเขาและมีชีวิตอยู่ จงหันกลับเถิด จงหันกลับจากทางชั่วของพวกเจ้า พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย เหตุใดพวกเจ้าจึงจะต้องตายเล่า 12ส่วนเจ้า บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงกล่าวแก่ชนชาติของเจ้าว่า ความชอบธรรมของคนชอบธรรมจะไม่ช่วยเขาให้รอดในวันที่เขาละเมิด และความชั่วของคนชั่วจะไม่ทำให้เขาสะดุดล้มในวันที่เขาหันจากความชั่วของตน คนชอบธรรมจะไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความชอบธรรมของตนในวันที่เขาทำบาป 13เมื่อเรากล่าวแก่คนชอบธรรมว่าเขาจะมีชีวิตอยู่แน่ แต่เขากลับวางใจในความชอบธรรมของตนแล้วทำความชั่ว การกระทำอันชอบธรรมทั้งสิ้นของเขาจะไม่ถูกระลึกถึงเลย เขาจะตายเพราะความชั่วที่เขาได้ทำ 14และเมื่อเรากล่าวแก่คนชั่วว่า ‘เจ้าจะต้องตายแน่’ แต่เขาหันจากบาปของตนและประพฤติอย่างยุติธรรมและชอบธรรม 15คือคนชั่วนั้นคืนของที่เขายึดเป็นประกัน ชดใช้สิ่งที่เขาขโมยไป และดำเนินตามกฎเกณฑ์แห่งชีวิตโดยไม่ทำความชั่ว เขาจะมีชีวิตอยู่แน่ เขาจะไม่ตาย 16บาปทั้งสิ้นที่เขาได้ทำจะไม่ถูกนำมาปรักปรำเขา เขาได้ประพฤติอย่างยุติธรรมและชอบธรรม เขาจะมีชีวิตอยู่แน่ 17ถึงกระนั้นชนชาติของเจ้ายังพูดว่า ‘วิถีทางขององค์เจ้านายไม่ยุติธรรม’ แต่ที่จริงวิถีทางของพวกเขาเองต่างหากที่ไม่ยุติธรรม 18เมื่อคนชอบธรรมหันจากความชอบธรรมของตนและทำความชั่ว เขาก็จะตายเพราะการนั้น 19และเมื่อคนชั่วหันจากความชั่วของตนและประพฤติอย่างยุติธรรมและชอบธรรม เขาก็จะมีชีวิตอยู่เพราะการนั้น 20ถึงกระนั้นพวกเจ้ายังพูดว่า ‘วิถีทางขององค์เจ้านายไม่ยุติธรรม’ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย เราจะพิพากษาพวกเจ้าแต่ละคนตามวิถีทางของตน” 21ในวันที่ห้าของเดือนที่สิบ ปีที่สิบสองแห่งการเป็นเชลยของเรา มีผู้ลี้ภัยคนหนึ่งจากกรุงเยรูซาเล็มมาหาข้าพเจ้า บอกว่า “เมืองนั้นแตกแล้ว” 22เย็นวันก่อนที่ผู้ลี้ภัยจะมาถึงนั้น พระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่เหนือข้าพเจ้า และพระองค์ทรงเปิดปากของข้าพเจ้าก่อนที่คนนั้นจะมาถึงในเวลาเช้า ดังนั้น ปากของข้าพเจ้าจึงเปิดออก และข้าพเจ้าไม่ได้เป็นใบ้อีกต่อไป 23แล้วพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาถึงข้าพเจ้าว่า 24“บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย บรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในซากปรักหักพังเหล่านั้นในแผ่นดินอิสราเอลพูดว่า ‘อับราฮัมเป็นเพียงคนเดียว ก็ยังได้ครอบครองแผ่นดินนี้ ส่วนเรามีหลายคน แผ่นดินนี้จึงถูกมอบให้เราเป็นกรรมสิทธิ์อย่างแน่นอน’ 25เพราะฉะนั้น จงกล่าวแก่พวกเขาว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้ว่า พวกเจ้ากินเนื้อที่มีเลือดติดอยู่ เงยหน้าขึ้นหารูปเคารพของพวกเจ้า และทำให้โลหิตไหลนอง แล้วพวกเจ้าจะยังครอบครองแผ่นดินนี้หรือ 26พวกเจ้าพึ่งพาดาบของตน ทำสิ่งน่าสะอิดสะเอียน และแต่ละคนก็ทำให้ภรรยาของเพื่อนบ้านเป็นมลทิน แล้วพวกเจ้าจะยังครอบครองแผ่นดินนี้หรือ’ 27เจ้าจงกล่าวแก่พวกเขาดังนี้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้ว่า เรามีชีวิตอยู่แน่ฉันใด บรรดาผู้ที่อยู่ในซากปรักหักพังจะล้มลงด้วยดาบ ผู้ที่อยู่กลางทุ่งเราจะมอบให้เป็นอาหารแก่สัตว์ป่า และผู้ที่อยู่ในที่กำบังเข้มแข็งและในถ้ำจะตายด้วยโรคระบาด 28เราจะทำให้แผ่นดินนั้นเป็นที่ร้างเปล่าและรกร้าง และความภาคภูมิแห่งกำลังของแผ่นดินนั้นจะสิ้นสุดลง ภูเขาทั้งหลายของอิสราเอลจะร้างเปล่า จนไม่มีใครผ่านไปมา 29แล้วพวกเขาจะรู้ว่าเราคือองค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อเราทำให้แผ่นดินนั้นเป็นที่ร้างเปล่าและรกร้าง เพราะสิ่งน่าสะอิดสะเอียนทั้งสิ้นที่พวกเขาได้กระทำ 30ส่วนเจ้า บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย ชนชาติของเจ้าพากันพูดถึงเจ้าตามกำแพงเมืองและที่ประตูบ้าน ต่างพูดกันว่า ‘มาเถิด มาฟังถ้อยคำที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้ากัน’ 31ประชากรของเราพากันมาหาเจ้าอย่างที่ผู้คนมาชุมนุมกัน และนั่งลงต่อหน้าเจ้าเหมือนเป็นประชากรของเรา พวกเขาฟังถ้อยคำของเจ้าแต่ไม่นำไปปฏิบัติ พวกเขาแสดงความรักด้วยปาก แต่ใจของพวกเขามุ่งหากำไรอันไม่ชอบธรรม 32ดูเถิด สำหรับพวกเขา เจ้าเป็นเหมือนคนร้องเพลงรักที่มีน้ำเสียงไพเราะและเล่นดนตรีเก่ง พวกเขาฟังถ้อยคำของเจ้าแต่ไม่นำไปปฏิบัติ 33เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น และมันจะเกิดขึ้นแน่ พวกเขาจึงจะรู้ว่ามีผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งอยู่ท่ามกลางพวกเขา”
← บทที่ 32บทที่ 34 →